สำหรับนักเทรดแล้ว ข้อมูลที่จะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของราคาได้นั่นก็คือ ความเคลื่อนไหวของราคานั่นเอง โดย Price Action จะเป็นการวิเคราะห์จากราคาที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ใช้ข้อมูลจากเครื่องมือ Indicators วิเคราะห์ รู้หรือไม่ครับว่าเทคนิคนี้สามารถบอกข้อมูลสำคัญหลายเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเทรด รวมไปถึงลักษณะแนวโน้มของตลาดในมุมที่กว้างขึ้นอีกมากมายเลยด้วย สำหรับในบทความนี้พวกเราจะมาเปิดเผยกันว่าเทคนิคการวิเคราะห์ราคาในอดีต หรือ Price Action นั้นจะสามารถบอกเรื่องราวของตลาดได้ดังต่อไปนี้ครับ
Price Action บอกถึงแนวโน้มของตลาด
แนวโน้ม หรือ Trend ของตลาด Price Action บอกสิ่งนั้นกับเทรดเดอร์ทุกคนครับว่า อยู่ในลักษณะใด โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้ครับ
- แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
- แนวโน้มขาลง (Downtrend)
- แนวโน้มแบบ Sideway (Range-bound market)
โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
- แนวโน้มขาขึ้น
- เกิดเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้นกว่าเดิม (Higher High) และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher Low)
- แนวโน้มขาลง
- เกิดเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงกว่าเดิม (Lower Low) และจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลง (Lower High)
- Sideway
- เกิดเมื่อราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่างแนวรับและแนวต้าน
รูปที่ 1: Price Action ของกราฟบอกถึง แนวโน้มของตลาด ขาขึ้น, ขาลง, Sideway
Price Action บอกแนวรับและแนวต้าน
ส่วนใหญ่แล้ว นักเทรด จะดูแนวรับ และแนวต้าน ซึ่งเป็นจุดที่กราฟราคาอาจจะหยุดวิ่ง และกลับตัว โดยแบ่งออกเป็น
- แนวรับ (Support)
- คือจุดที่ราคาเคยหยุดลงและปรับตัวขึ้น เนื่องจากมีแรงซื้อเข้ามาสนับสนุนมาก
- แนวต้าน (Resistance)
- จุดที่ราคาเคยปรับตัวขึ้นและหยุด เนื่องจากมีแรงขายเข้ามามาก
ในส่วนการบอกถึงแนวโน้มดังกล่าวนั้นอาจจะเป็นจุดเข้าเทรดของนักเทรดหลายคน ดังนั้น Price Action จะบอกถึงแนวรับ และ แนวต้านสำคัญดังกล่าวนั่นเองครับ
รูปที่ 2: Price Action ของกราฟบอกถึง แนวรับ/แนวต้าน
Price Action บอกถึงรูปแบบกราฟ
Chart Patterns หรือ รูปแบบของกราฟ เป็นสิ่งที่บอกถึงการกลับตัว หรือ การต่อเนื่องของแนวโน้มราคา โดยมีการอธิบายลักษณะของกราฟออกเป็นหลายแบบ และหลายความหมายดังนี้ครับ
รูปแบบการกลับตัว (Reversal Patterns) บอกถึงแนวโน้มที่กราฟจะเปลี่ยนทิศทาง
- Double Top
- Double Bottom
- Head and Shoulders หรือ Inverse Head and Shoulders
รูปแบบการต่อเนื่อง (Continuation Patterns) บอกถึงแนวโน้มที่กราฟจะเคลื่อนไหวในแนวโน้มเดิม ซึ่งจะสามารถอธิบาย Chart Patterns ได้ตามรูปภาพประกอบด้านล่างครับ
รูปที่ 3: Chart Patterns แบบ Double Top / Double Bottom
รูปที่ 4: Chart Patterns แบบ Head and Shoulders
Price Action บอกถึงสัญญาณการกลับตัว
ต่อเนื่องจากรูปแบบของกราฟ กับ สัญญาณการกลับตัว (Reversal Signals) โดยจะมีลักษณะที่อธิบายได้ให้เข้าใจง่าย ๆ ผ่านกราฟแท่งเทียน ดังต่อไปนี้ครับ
- Hammer / Shooting Star
- แท่งเทียน Hammer บ่งบอกถึงการกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น
- Shooting Star บ่งบอกถึงการกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง
- Engulfing Pattern
- แท่งเทียน Engulfing เป็นสัญญาณการกลับตัวที่แข็งแกร่ง
- Doji
- บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของตลาดและอาจนำไปสู่การกลับตัวของราคา
Price Action บอกถึงความแข็งแรงของแนวโน้ม
Strength of Trend ความแข็งแรงของแนวโน้ม สังเกตได้จากลักษณะของแท่งเทียน และ ปริมาณการเคลื่อนไหวครับ ซึ่งจะอธิบายได้ง่าย ๆ ก็คือ
- แท่งเทียนยาว ๆ (BUY) มีการปิดใกล้ระดับสูงสุดของขาขึ้น
-
- ขาขึ้นยังคงแข็งแรง
- ฝั่ง Buy ยังคงได้เปรียบในการเทรด
- แท่งเทียนยาว ๆ (SELL) มีการปิดราคาในระดับต่ำสุดของขาลง
- ขาลงยังคงแข็งแรง
- ฝั่ง Sell ได้เปรียบในการเทรด
เพราะความแข็งแรงของเทรนด์ ที่ Price Action ได้บอกถึงการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีคำพูดหนึ่งของนักเทรดที่บอกกับทุก ๆ คนว่า “อย่าสวนเทรนด์ เพราะเจ็บมาเยอะ”
Price Action บอกถึง Breakout และ False Breakout
เมื่อราคามีการทะลุผ่านแนวรับ หรือ แนวต้านสำคัญ เป็นการบ่งบอกว่ากำลังจะเข้าสู่แนวโน้มราคาแบบใหม่ ซึ่งบางครั้งก็มักจะเกิด False Breakout หรือ สัญญาณหลอกด้วยเช่นกันครับ ซึ่งจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆได้ดังนี้
Break Out
-
- ราคาทะลุแนวต้าน หรือ แนวรับเดิม พร้อมกับวิ่งผ่านลงไป หรือ ขึ้นไปต่อ ไม่ได้กลับลงมาในกรอบราคาเดิม
- ยืนเหนือราคาได้
- ราคาทะลุแนวต้าน หรือ แนวรับเดิม พร้อมกับวิ่งผ่านลงไป หรือ ขึ้นไปต่อ ไม่ได้กลับลงมาในกรอบราคาเดิม
- มีความเป็นไปได้ที่จะย่อตัวลง และ เคลื่อนไหวไปต่อ
False Breakout
- เมื่อราคาทะลุกรอบไปแล้วชั่วคราว ก่อนกลับเข้ามาในกรอบเดิม
- บางครั้งราคาอาจจะไม่สามารถยืนบนกรอบได้จนเปลี่ยนแนวโน้มไป
ดังนั้น หากต้องการจะเทรดในสัญญาณการ Break Out ก็จะต้องมีการกำหนด TP หรือ SL ที่ชัดเจนด้วยครับ
รูปที่ 5: Chart Patterns แบบ Break Out ราคา ทั้งขาขึ้น และ ลง กำหนดแนวรับ แนวต้านใหม่
Price Action บอกถึงจุดเข้าและจุดออก
จุดที่จะเข้าเทรด พร้อมกับจุดที่ทำกำไรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถอธิบายความหมายของข้อนี้ได้ดังต่อไปนี้ครับ
- การเข้าเทรดเมื่อราคาทะลุผ่านแนวต้านสำคัญ
- การออกทำกำไรเมื่อราคามาถึงแนวต้านที่สำคัญในแนวโน้มขาขึ้น
- การวางจุด Stop Loss และ Take Profit ในแนวรับ / แนวต้าน ใน Price Action ในขณะนั้น
ดังนั้นในจุดที่เข้าเทรดจะต้องมีจุดทำกำไรที่ชัดเจน ตามแผนกลยุทธ์ในการเทรดของตนเอง
Price Action บอกถึงจิตวิทยาของนักลงทุน
จิตวิทยาของนักลงทุนรายอื่นในตลาด โดยจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของกราฟนั่นเองครับ โดยจะอธิบายได้ดังต่อไปนี้
- การเกิดแท่งเทียนที่มีไส้เทียนยาว จะแสดงถึงแรงซื้อ และขาย ที่ไม่สามารถผลักดันราคาให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้
- การที่กราฟราคา วิ่งมาไม่ผ่านแนวรับ หรือ แนวต้าน แสดงว่านักลงทุนในตลาดยังต้องการให้อยู่ในราคานี้
จิตวิทยาของนักลงุทน จะทำให้เรารู้แนวโน้มของตลาดที่แท้จริง และเป็นข้อได้เปรียบของการเทรดนั่นเองครับ
รูปที่ 6: Chart Patterns แบบทิ้งไส้ แสดงถึงจิตวิทยาของนักลงทุนที่ไม่สามารถผลักดันราคา
สรุป
ด้วยประโยชน์ของ Price Action ที่สามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมหลายอย่างเลยที่เกี่ยวกับตลาด แนวโน้ม, ความแข็งแรงของเทรนด์, จุดสร้างกำไร-ขาดทุน เป็นต้น เทคนิคนี้จึงเป็นเครื่องมือที่สามารถบอกถึงการสร้างกำไร สามารถวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดนั่นเองครับ
อย่างไรก็ตามการใช้ Pirce Action ควรที่จะใช้ควบคู่ไปกับ Indicators หรือ ศึกษาแนวโน้มของตลาดในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมประกอบไปด้วย เช่น แนวโน้มของข่าวเศรษฐกิจ รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญของโลกที่จะส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์ มีผลต่อตลาดทันที
MD
การใช้เทคนิค Price Action บ่งบอกได้ถึงสัญญาณการซื้อขาย รวมไปถึงแนวโน้มของตลาดในหลาย ๆ ด้าน ทั้งจุดเข้า-ออก จิตวิทยาตลาด ทำให้การเทรด Forex, หุ้น, คริปโต แม่นยำขึ้น







